บทความของครูอ้อย

ปลดล๊อคคลายปม โดย คุณครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง

 

อุปกรณ์ต่างๆในชีวิตของคนเรานั้น ต้องรู้ว่าใช้อะไรเพื่ออะไร หากนำมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ก็ จะทำให้เกิดผลเสียได้

มีคนผู้อ่านถามมาว่า พี่ชายป่วยทางจิต ขอพามาพบผู้เขียนได้ไหม

 

ผู้เขียนตอบว่า เราต้องแยกให้ออกระหว่าง โรงพยาบาล ห้องสัมมนา วัด ทั้งสามอย่างมีหน้าที่ต่างกัน

 

โรงพยาบาลก็มีคุณหมอดูแลคนป่วย ให้ยา รักษา คนป่วยก็ไปหาหมอ ไปโรงพยาบาล

 

วัดก็ฝึกภาวนา ให้เกิด ศีล สมาธิ สติ  ปัญญา ปล่อยวาง ใจเป็นสุข สงบ ถึงที่สุดแห่งทุกข์คือพระนิพพาน

 

ผู้เขียน ได้แนะนำไปว่า ควรพาไปพบจิตแพทย์ ที่โรงพยาบาล เพราะจิตแพทย์คือผู้ดูแลผู้ป่วยทางจิต ผู้เขียนเป็นผู้สอน คนที่มีความปกติทางจิตทุกประการ ให้มีความสุข ให้คิดบวก เห็นโอกาสในความท้าทาย เห็นความสุขและการเรียนรู้ในทุกสถาณะการณ์ รู้จักจุดแข็งของตัวเอง สอนให้รู้ว่าตัวเองควรทำอะไรจึงประสบความสำเร็จสูงสุด และมีความสุขในชีวิต ให้ดูแลครอบครัวให้ดี ออกไปทำความฝันให้สำเร็จ บริหารจัดการ ครอบครัวความสัมพันธ์ เป็นองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ การจัดการชีวิต เข้ากับหลักการเข็มทิศชีวิต

 

เขาก็ถามต่อว่า ถ้างั้นพาไปสถานปฏิบัติธรรมสำนักวิปัสสนาต่างๆได้ไหม

 

ผู้เขียนตอบไปว่า ลองไปถามดูแต่ที่ผู้เขียนทราบ ตามระเบียบการที่ประกาศ สำนักภาวนาส่วนใหญ่ก็ไม่รับผู้ป่วยทางจิต หากมีแบบฟอร์มจะให้กรอกยืนยันว่า มีความปกติทางจิต ไม่ได้เป็นโรคทางใจที่อยู่ในความดูแลของแพทย์และไม่ได้ใช้ยาอยู่

 

เหตุผลที่สำนักวิปัสสนา รวมทั้งหลักสูตรสัมมนาเช่นของผู้เขียนเอง ให้กรอกฟอร์มยืนยันว่า ไม่ได้เป็นผู้ป่วยทางจิต มีความเป็นปกติทางจิตใจ มีสัมปชัญญะดีทุกประการ เพราะ การศึกษาหาความรู้ต่างๆนั้น ต้องใช้ใจที่มีสมรรถภาพที่เป็นปกติ มีความแข็งแรง ดูแลตัวเองได้

 

คนในครอบครัว ต้องแยกให้ออก ระหว่าง โรงพยาบาล หรือ หลักสูตรสัมมนา หรือ วัด ทั้งสามที่ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

หากเราไม่สบาย มีความเจ็บป่วย ก็ไปหาหมอ กินยาดูแล ผ่าตัดทำกระบวนการต่างๆ ไปตามความจำเป็น ที่เราเห็นชอบกับหมอ

 

หากเราอยากมีปัญญาที่ลึกซึ้ง มีความเห็นที่ถูกต้อง ฝึกการมีสติ สัมปชัญญะ  มีสมาธิ มีปัญญา ละความเห็นผิด ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น เราก็ไปฝึกกันที่วัด หรือสถานภาวนา แล้วมาทำต่อในชีวิต

 

ส่วนหลักสูตรสัมมนาก็รับคนที่ปกติพร้อมทุกด้านเพื่ออบรมเพิ่มความรู้ การบริหารจัดการชีวิต ให้มีความสุข บริหารจัดการความคิดที่ปิดกั้นเราจากการลงมือทำความสำเร็จ ระบบความคิดในการพัฒนาตัวเอง ใช้ในการพัฒนาองค์กรและตัวเอง

 

เรียนการตอบโจทย์ที่บางเบาในชีวิตเช่น

 

อยู่กับลูกหรือพ่อแม่ไม่สนิทแนบแน่นอบอุ่น

รักพ่อแม่แต่พอเขาพูดอะไรก็โกรธแรงแล้วมารู้สึกผิดทีหลัง

อะไรที่เคยเห็นพ่อแม่ทำผิดพลาดเรื่องธุรกิจ การเงิน ความรัก สิ่งที่ไม่ชอบก็เอามาทำในชีวิตตัวเอง

ดึงคนไม่ดีเข้ามาในชีวิต ผลักคนดีดีออกไป

คิดว่าตัวเองไม่คู่ควรกับความสำเร็จสูงสุด ถอยก่อนถึงจุดนั้น

ไม่กล้าปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง เวลาที่ถูกคนเอาเปรียบละเมิดลำ้เส้น กระทำผิดต่อตน

วางแผนแล้วไม่ลงมือทำ

ไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องการความสำเร็จอะไรในชีวิต และไม่ลงมือกำหนดเป้าหมายและสร้างความสุขความสำเร็จอย่างเต็มกำลัง

 

ในเมืองไทยนั้น บ่อยครั้งที่เรามักทำหน้าที่สลับกัน เช่น ผู้หญิงคนหนึ่งมีปมฝังใจมาตลอดชีวิต เนื่องจากตอนที่แม่ตั้งครรภ์มีเธออยู่ในท้อง ครอบครัวไปถามที่วัดทั้งที่ควรไปหาหมอตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์มากกว่า  ว่า ลูกเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ได้รับการฟันธงว่าเป็นผู้ชาย และครอบครัวจะโชคดีเมื่อลูกคนนี้ออกมา พอคลอดออกมาเป็นเธอซึ่งเป็นผู้หญิง เธอรู้สึกว่าทั้งบ้านก็รังเกียจว่าเป็นผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชาย จะนำความโชคร้ายเข้ามา กีดกันจนเกือบไม่ได้้เรียนหนังสือ ไม่ให้ความรัก จนเธอต้องใช้ชีวิตที่ผ่านมาแทบทั้งชีวิต เรียนทำงาน แต่งงานกับคนที่ครอบครัวเลือกให้ ทำทุกอย่างที่ครอบครัวต้องการ

 

ในห้องเรียนเข็มทิศเธอพบว่า ทำไมเธอต้องเอาชีวิตทั้งหมดของตัวเองไปทิ้งเพื่อพิสูจน์กับทุกคนว่าเธอคู่ควร แม้จะไม่ได้เกิดมาเป็นลูกชาย

 

เธอพบว่าที่เธอทำอย่างนั้น เพราะเธอเองนั่นแหละที่คิดว่าตัวเองไม่คู่ควร ไม่ใช่คนอื่น ทันทีที่เธอเห็นว่าตัวเองคู่ควร กลับมารัก ตัวเอง เคารพตัวเอง มองเห็นตัวเองยอดเยี่ยม จึงเห็นว่าที่จริงแล้วครอบครัวก็รักเธอในแบบที่เขารักได้รักเป็นตลอดมา

 

พอหยุดรอการยอมรับ หยุดพิสูจน์ตัวเอง เหมือนเวลาที่เราสงบ ความสุข สิ่งดีดีในชีวิตก็ปรากฏ เพราะอยู่ตรงนั้นมาตลอดเวลา

 

นักธุรกิจอีกคน ทำธุรกิจแล้วเดินหน้าถอยหลังตลอดเพราะฝังใจว่า คนที่ครอบครัวเคารพบอกว่า ลูกชายคนนี้ จะเอาดีไม่ได้ จะพึ่งไม่ได้ ทำอะไรไม่สำเร็จ ตั้งแต่ตอนที่เขาเป็นเด็ก

 

ทั้งที่ในชีวิตของเขาที่ผ่านมาก็เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมาย แต่คำทำนาย ความเชื่อที่ฝังใจเขาและครอบครัวไม่ได้จางหายไป

 

สิ่งที่พิเศษคือ ในชีวิตเรานั้น คนไม่ได้เห็นโลกตามความเป็นจริง แต่ตีความ ให้ความหมายต่อโลก ตามแว่น ทัศนคติที่ตัวเองสวมอยู่ การเปลี่ยนมุมความคิดอย่างลึกซึ้ง หรือ ที่เรียกว่า Paradigm Shift เปลี่ยนทัศนคติ ความเชื่ออย่างลึกซึ้งที่เรามีต่อโลกต่อครอบครัว ทำให้ความหมายของเหตุการณ์ต่างๆเปลี่ยน พฤติกรรมการตอบสนองของเราเปลี่ยน ส่งผลให้ ผลลัพธ์ในชีวิตดีขึ้นตามมุมมองที่ดีขึ้นมา

 

ในปัจจุบันนี้ ในโลก มีการศึกษาเผยแพร่ เรื่องความสุข ระบบประสาท วิทยาศาสตร์ความสุข เศรษฐศาสตร์ความคิด ระบบโครงสร้างพฤติกรรมมนุษย์กันอย่างกว้างขวางลึกซึ้งมากมายในทุกสื่อของต่างประเทศแต่กลับมีน้อยมากในประเทศไทย

 

ผู้เขียนเชื่อว่า คนไทย ไม่ควรถูกปิดกั้นจากองค์ความรู้เหล่านี้ คนไทยทุกคน ควรมีสิทธิ์ที่จะดูแลตัวเองได้ มีความรู้ความเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น รักและอยู่กับครอบครัวได้อย่างลึกซึ้ง มีชีวิตอย่างมีความสุข กระตือรือล้น มีพลัง

 

ปัจจุบัน มีคนจำนวนมาก ในยามมีปัญหาในชีวิต ก็จะหันหน้าเข้าหายาคลายเครียด ยากดประสาท ยานอนหลับ ในหลายกรณีอาจจำเป็น และในหลายกรณีคนควรมีสิทธิ์รู้แนวทางที่จะดูแลตัวเองให้ได้

 

ปัจจบันผู้เขียนได้รวบรวมเทคนิควิธีการต่างๆ ที่เผยแพร่กันอย่างกว้างขวางมาให้คนไทยได้เรียนรู้ศึกษาเพิ่มเติม

โดยเผยแพร่ฟรีทางช่องยูทูบ www.youtube.com/compassnlp

ทางเฟซบุคของผู้เขียน : เข็มทิศชีวิต ฐิตินาถ ณ พัทลุง

ทาง Instragram : ddnard

ขอให้พวกเราทุกคน ตระหนักถึงการช่วยให้เพื่อนและผู้คนในชาติ มีอิสระ มีความรู้ความเข้าใจ ในการดูแลชีวิตตัวเองได้อย่างมั่นคง มีความสุข เป็นกำลังให้ประเทศของเราต่อไป

 

สนใจหลักสูตรเข็มทิศชีวิตสามารถติดต่อได้ที่  086-745-1777, 086-745-9777, 086-745-0777, 086-664-8870